สรุปสั้น ๆ — บัญชี raw spread มักให้สเปรดที่แคบกว่าแต่คิดค่าคอมมิชชั่นต่อล็อต ส่วนบัญชี standard มีสเปรดกว้างกว่าแต่ไม่คิดค่าคอมมิชชั่นแยกต่างหาก เมื่อเทียบบัญชี raw spread กับ standard เงินคืนมักคำนวณจากส่วนของสเปรด บัญชี standard จึงมักได้เงินคืนต่อล็อตสูงกว่า แต่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือต้นทุนรวม ซึ่งก็คือสเปรดบวกค่าคอมมิชชั่นแล้วหักเงินคืน
ทำความเข้าใจบัญชี raw spread กับ standard
โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์และทองคำส่วนใหญ่มีบัญชีให้เลือกสองแบบหลัก ๆ คือ raw spread และ standard บัญชี raw spread ให้ราคาระดับ interbank โดยสเปรดต่ำได้ถึง 0.0 pips แต่คิดค่าคอมมิชชั่นคงที่ต่อล็อตที่เทรด ส่วนบัญชี standard มีสเปรดกว้างกว่า มักอยู่ที่ 1.0 ถึง 1.5 pips บน EUR/USD และไม่คิดค่าคอมมิชชั่นแยก เพราะรายได้ของโบรกเกอร์ถูกรวมไว้ในสเปรดแล้ว
สำหรับเทรดเดอร์ ทางเลือกนี้ไม่ได้กระทบแค่ต้นทุนการส่งคำสั่ง แต่ยังกระทบวิธีคำนวณเงินคืนด้วย แพลตฟอร์มเงินคืนอย่าง Expaid ทำงานร่วมกับโบรกเกอร์เพื่อคืนส่วนหนึ่งของค่าคอมมิชชั่นหรือรายได้จากสเปรดของโบรกเกอร์กลับมาให้คุณ การจะรู้ว่าบัญชีแบบไหนได้เงินคืนมากกว่า ต้องดูทั้งโครงสร้างสเปรดและค่าคอมมิชชั่นควบคู่กัน
เงินคืนของแต่ละประเภทบัญชีคำนวณอย่างไร
เงินคืนมักคำนวณต่อล็อตที่เทรด และอิงจากรายได้ที่โบรกเกอร์ได้รับจากออเดอร์นั้น บนบัญชี standard โบรกเกอร์มีรายได้จากสเปรด เงินคืนจึงเป็นสัดส่วนของสเปรดนั้น ส่วนบนบัญชี raw spread โบรกเกอร์มีรายได้จากค่าคอมมิชชั่น เงินคืนจึงเป็นสัดส่วนของค่าคอมมิชชั่น
เนื่องจากสเปรดของบัญชี standard กว้างกว่า จำนวนเงินคืนต่อล็อตจึงมักสูงกว่าบัญชี raw spread แต่ต้นทุนรวมต่อล็อตประกอบด้วยทั้งสเปรดและค่าคอมมิชชั่น (ถ้ามี) การได้เงินคืนสูงกว่าบนบัญชี standard จึงไม่ได้แปลว่าถูกกว่าเสมอไป
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าบัญชี standard มีสเปรด 1.2 pips และไม่มีค่าคอมมิชชั่น ส่วนบัญชี raw มีสเปรด 0.1 pip พร้อมค่าคอมมิชชั่น $7 บัญชี raw ก็ยังอาจถูกกว่าโดยรวมทั้งที่ได้เงินคืนน้อยกว่า การคำนวณต้องเป็นแบบนี้เสมอ คือ ต้นทุนรวม = ต้นทุนสเปรด + ค่าคอมมิชชั่น (ถ้ามี) − เงินคืน
เทียบต้นทุนรวม: สเปรด ค่าคอมมิชชั่น และเงินคืน
เวลาตัดสินใจระหว่างบัญชี raw spread กับ standard คุณต้องเทียบต้นทุนทั้งหมดต่อล็อต วิธีทำทีละขั้นมีดังนี้
- ดูสเปรดเฉลี่ยของคู่เงินหรือทองคำที่คุณเทรดบนบัญชีแต่ละแบบ
- คำนวณต้นทุนสเปรดเป็นดอลลาร์ เช่น บนล็อตมาตรฐานของ EUR/USD 1 pip มีค่าประมาณ $10 ดังนั้นสเปรด 1.2 pips คิดเป็น $12 ต่อล็อต
- บวกค่าคอมมิชชั่นเข้าไป บัญชี raw spread มักคิด $7 ต่อล็อตแบบไป-กลับ
- หักเงินคืนที่คุณจะได้รับบนบัญชีแต่ละแบบ (ดูอัตราของโบรกเกอร์ได้ที่เครื่องคำนวณเงินคืนของ Expaid)
- เปรียบเทียบต้นทุนสุทธิที่ได้
ใช้ตารางด้านล่างเป็นแบบฟอร์มสำหรับเปรียบเทียบของคุณเองได้
| ประเภทบัญชี | สเปรด (pips) | ค่าคอมมิชชั่นต่อล็อต | เงินคืนต่อล็อต | ต้นทุนสุทธิต่อล็อต |
|---|---|---|---|---|
| Standard | 1.2 | $0 | $8 (ตัวอย่าง) | $12 − $8 = $4 |
| Raw Spread | 0.1 | $7 | $3 (ตัวอย่าง) | $1 + $7 − $3 = $5 |
ในตัวอย่างสมมตินี้ บัญชี standard ถูกกว่าอยู่ $1 ต่อล็อต แต่ตัวเลขจริงต่างกันไปตามโบรกเกอร์และประเภทบัญชี จึงควรคำนวณด้วยอัตราปัจจุบันเสมอ
ในมุมมองของเรา — เทรดเดอร์จำนวนมากสนใจแต่ตัวเลขสเปรดที่โฆษณาและมองข้ามค่าคอมมิชชั่น ทั้งที่ต้นทุนจริงคือสเปรดบวกค่าคอมมิชชั่นแล้วหักเงินคืน บัญชี raw spread ที่คิดค่าคอมมิชชั่นสูงอาจแพงกว่าบัญชี standard ที่สเปรดต่ำ โดยเฉพาะเมื่อนำเงินคืนมาคิดด้วย ให้เทียบที่ต้นทุนสุทธิเสมอ ไม่ใช่แค่สเปรด
ทำไมบัญชี standard มักได้เงินคืนสูงกว่า
เงินคืนมักคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ของโบรกเกอร์ต่อล็อต บนบัญชี standard รายได้ของโบรกเกอร์คือสเปรดทั้งก้อน ซึ่งมากกว่าบนบัญชี raw จำนวนเงินคืนจึงมีแนวโน้มสูงกว่าบนบัญชี standard
ตัวอย่างเช่น ถ้าโบรกเกอร์จ่ายเงินคืน 40% ของรายได้ และบัญชี standard มีสเปรด 1.2 pips ($12 ต่อล็อต) เงินคืนจะอยู่ที่ประมาณ $4.80 ส่วนบัญชี raw ที่มีสเปรด 0.1 pip ($1 ต่อล็อต) และค่าคอมมิชชั่น $7 รายได้ของโบรกเกอร์คือ $8 เงินคืน 40% จึงเท่ากับ $3.20 ในกรณีนี้บัญชี standard ให้เงินคืนต่อล็อตมากกว่า
อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์บางรายจ่ายเงินคืนจากส่วนของสเปรดเท่านั้นแม้บนบัญชี raw หรือบางรายอาจนับค่าคอมมิชชั่นรวมเข้าไปในรายได้ที่แบ่งด้วย ตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละโบรกเกอร์ได้ที่กระดานอัตราเงินคืนของ Expaid เพื่อดูว่าเงินคืนคิดอย่างไร
บัญชีแบบไหนเหมาะกับสไตล์การเทรดแบบใด
ทางเลือกของคุณควรขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดด้วย
- สายสแกลป์และเทรดถี่: มักชอบบัญชี raw spread เพราะสเปรดที่แคบกว่าช่วยลดสลิปเพจและต้นทุนต่อออเดอร์ แม้ค่าคอมมิชชั่นต่อล็อตจะสูงกว่า เงินคืนบนบัญชี raw ก็ยังสะสมได้มากเมื่อเทรดจำนวนมาก
- สายสวิงและถือยาว: เทรดไม่บ่อย ส่วนต่างของสเปรดจึงมีผลน้อยกว่า บัญชี standard ที่ได้เงินคืนสูงกว่าอาจคุ้มกว่า เพราะสเปรดที่กว้างขึ้นคิดเป็นสัดส่วนที่เล็กเมื่อเทียบกับต้นทุนรวมของออเดอร์
- สายทองคำ (XAUUSD): สเปรดทองคำมักกว้างและผันผวนกว่า ควรเทียบต้นทุนสเปรดและเงินคืนเฉพาะของทองคำโดยตรง ดูรายละเอียดได้ที่หน้าเงินคืนทองคำของ Expaid
ถ้าคุณเทรดหลายล็อตต่อเดือน ส่วนต่างเล็กน้อยของต้นทุนสุทธิต่อล็อตก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ ลองใช้เครื่องคำนวณการย้ายบัญชีของ Expaid เพื่อประเมินว่าคุณจะประหยัดได้เท่าไรหากเปลี่ยนประเภทบัญชีหรือเปลี่ยนโบรกเกอร์
เลือกบัญชีที่ดีที่สุดสำหรับเงินคืนอย่างไร
เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล ทำตามขั้นตอนเหล่านี้
- ลิสต์โบรกเกอร์ที่คุณกำลังพิจารณาและประเภทบัญชีของแต่ละราย
- จดสเปรดเฉลี่ยของคู่เงินที่คุณเทรด (เช่น EUR/USD, XAUUSD) และค่าคอมมิชชั่นต่อล็อตของแต่ละบัญชี
- เช็กอัตราเงินคืนที่ Expaid ให้ ซึ่งแสดงแยกตามประเภทบัญชีบนหน้าเงินคืนฟอเร็กซ์
- คำนวณต้นทุนสุทธิต่อล็อตด้วยสูตรข้างต้น
- พิจารณาปัจจัยอื่นด้วย เช่น ความเร็วในการส่งคำสั่ง ความเสถียรของแพลตฟอร์ม และการกำกับดูแล
อย่าลืมว่าเงินคืนควรเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ต้นทุนโดยรวม ไม่ใช่ปัจจัยเดียว โบรกเกอร์ที่ให้เงินคืนน้อยกว่าเล็กน้อยแต่ส่งคำสั่งได้ดีกว่า อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับคุณ
ก้าวต่อไป
เมื่อเข้าใจความต่างระหว่างบัญชี raw spread กับ standard แล้ว ลองเทียบอัตราจริงบนหน้าเปรียบเทียบโบรกเกอร์ของ Expaid เพื่อดูว่าบัญชีแบบไหนให้ต้นทุนสุทธิดีที่สุดกับสไตล์การเทรดของคุณ ถ้าคุณมีบัญชีอยู่แล้ว ลองเช็กว่าคุณพลาดเงินคืนไปเท่าไรด้วยเครื่องคำนวณการย้ายบัญชี และเมื่อพร้อมแล้วก็สมัครใช้งานเพื่อเริ่มรับเงินคืนจากทุกล็อตที่คุณเทรด
